แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อดีต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อดีต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

อารเบียก่อนการเกิดอิสลาม

ดินแดนอารเบีย
อารเบียอันเป็นถิ่นกำเนิดของอิสลามนั้นเป็นแหลมอันกว้างใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย เป็นแหลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนที่แห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมีเนื้อที่ 120,000 ตารางไมล์ ดินแดนอารเบียเป็นจุดต่อระหว่างทวีปทั้งสามคือ เอเชียยุโรปและแอฟริกา ฉะนั้นอารเบียจึงเป็นศูนย์กลางของโลกสมัยโบราณซึ่งเป็นที่ยังไม่มีการค้นพบทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย ทางด้านเหนือของอารเบียคือทะเลทรายซีเรีย ทางใต้คือ มหาสมุทรอินเดีย ทางทิศตะวันออกคืออ่าวเปอร์เซีย และทางทิศตะวันตกคือ ทะเลแดง ด้วยเหตุที่ดินแดนนี้มีน้ำล้อมรอบอยู่ถึงสามด้านนั่นเอง ชาวอาหรับจึงเรียกกันว่าเกาะอารเบีย
ดินแดนอารเบียอันกว้างใหญ่นี้แบ่งออกเป็นหลายมณฑล มณฑลที่มีความสำคัญในประวัติ ศาสตร์ของอิสลามก็คือ หิยาซ (Hijaz) นัจญ์ต์ (Najd) ยะมัน (Yaman) หะเฎาะเราะเมาต์ (Hadramawt) และโอมาน (Oman) เมืองที่สำคัญของแคว้นหิยาซมี 3 เมือง คือ เมืองมักกะฮ์ (Makkah) มะดีนะฮ์ (Madinah) และฎออีฟ (Taif) พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศเป็นทะเลทราย พื้นที่ทางภาคเหนือเป็นทะเลทรายที่กว้างใหญ่ พื้นที่ทางภาคใต้ของแหลมอารเบียเป็นที่ตั้งของแคว้นยะมันหะเฎาะเราะเมาต์ และโอมาน แคว้นเหล่านี้เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการเกษตร และการค้า นับได้ว่าเป็นส่วนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอารเบีย
แหลมอารเบียนั้นเป็นดินแดนที่แห้งแล้งมาก เมืองที่ตั้งอยู่แถบฝั่งทะเลและหุบเขาเท่านั้นที่มีน้ำ ด้วยเหตุที่เป็นดินแดนอันร้อนระอุนี้เองผู้คนพลเมืองจะเป็นคนแข็งแกร่งและบึกบึน แม้ว่าอารเบียจะมีน้ำล้อมรอบถึงสามด้านแต่ก็ไม่มีแม่น้ำสายสำคัญเลย เพราะมีฝนตกน้อย แต่สำหรับที่ที่มีน้ำก็จะเป็นแผ่นดินอุดมเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟ คราม อินทผลัม ผัก และผลไม้ต่างๆ อินทผลัมเป็นต้นไม้ที่สำคัญของอารเบีย ผลของอินทผลัมใช้เป็นอาหารของคน เมล็ดใช้บดเป็นอาหารของอูฐ น้ำที่คั้นจากผลเมื่อหมักเข้าก็กลายเป็นเครื่องดื่มชั้นดีของชาวเบดูอิน ลำต้นของอินทผลัมใช้เป็นเชื้อ เพลิง กิ่งก้านใช้สำหรับทำเสื้อผ้าและมุงหลังคาบ้านเรือน เยื่อเหนียวๆ ที่เปลือกก็ใช้ทำเชือกได้ ดินแดนแถบฝั่งทะเลเป็นทำเลที่ผลิตผลไม้และพืชผักต่างๆ ได้มาก
ยะมันเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแหลมอารเบียสามารถผลิตข้าวสาลีและกาแฟได้มากสามารถทำการเกษตรได้ดี เพราะมีฝนตก บางส่วนของโอมานก็สามารถผลิตข้าวฟ่างและข้าวเจ้าได้ ส่วนในแคว้นหะเฎาะเราะเมาต์และมะฮรอ (Mahra) นั้น มีผลผลิตที่สำคัญคือ กำยาน
สัตว์เลี้ยงที่สำคัญของอารเบียคืออูฐ ม้า แกะ และแพะ อูฐนับว่าเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ที่สุดในอารเบียจนอาจกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีอูฐเสียแล้วชีวิตของชาวอารเบียก็คงจะลำบากมากทีเดียว
อูฐนอกจากจะใช้เป็นพาหนะในทะเลทรายแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนที่สำคัญอีกด้วย อูฐเป็นเพื่อนที่ดีของชาวอาหรับและเบดูอิน พวกเขาดื่มนมอูฐแทนน้ำเพราะต้องเก็บน้ำไว้ให้วัวควายกิน เนื้อมันเป็นอาหารใช้หนังของมันเป็นเครื่องนุ่งห่ม ขนของมันใช้ทำกระโจมและมูลของมันก็ใช้ทำเชื้อเพลิงได้
ประชากรในแหลมอารเบีย
พลเมืองของแหลมอารเบียแบ่งออกเป็นสองพวกคือ พวกที่อาศัยอยู่ในเมืองกับพวกที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายหรือชาวเบดูอิน (Beduin) พวกที่อาศัยอยู่ในเมืองตั้งหลักแหล่งอยู่กับที่ทำธุรกิจติดต่อทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ พวกนี้เป็นคนที่มีวัฒนธรรมและละเอียดอ่อนกว่าพวกเบดูอินซึ่งไม่ชอบชีวิตที่อยู่กับที่ ส่วนพวกเบดูอินชอบเร่ร่อนไปเรื่อยๆ เมื่อไปถึงที่เหมาะๆ ก็จะตั้งกระโจมพักอยู่ชั่วคราวอาชีพของพวกเขาคือการเลี้ยงสัตว์และปล้นสดมภ์ พวกนี้ไม่รู้จักทำการเกษตรและค้าขายหรือการฝีมือ การสู้รบและปล้นสะดมเป็นเรื่องธรรมดาของชาวเบดูอิน ถ้าไม่มีศัตรูที่จะต่อสู้ด้วยพวกเขาก็ต่อสู้กันเอง ชาวเบดูอินไม่มีความจงรักภักดีต่อประเทศหรือดินแดน แต่พวกเขาจะจงรักภักดีต่อเผ่าของตนอย่างเข้มงวด การถือเผ่านี้เป็นลักษณะสำคัญของชีวิตทางสังคมของพวกเบดูอินระบบเผ่านี้เองที่เป็นสาเหตุให้มีการต่อสู้กันระหว่างชาวอาหรับด้วยกันอย่างเนืองๆ ในสมัยก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเกิดขึ้น
คงไม่มีใครปฏิเสธความจริงที่ว่า ลักษณะภูมิประเทศของแหลมอารเบียนั้นได้มีอิทธิพลต่อจิต ใจของพลเมืองอย่างสำคัญทีเดียว พื้นที่ทะเลทรายนั้นในด้านหนึ่งก็เท่ากับช่วยปกป้องชาวอาหรับให้รอดพ้นจากการรุกรานของคนต่างชาติ และอีกด้านหนึ่งก็ช่วยสอนพวกเขาให้รู้จักเดินทางไปค้าขายในแดนไกล เพราะชาวอาหรับต้องต่อสู้กับชีวิตอันยากลำบากอยู่ในทะเลทรายตลอดเวลา พวกเขาจึงกลายเป็นคนขยันขันแข็งและอดทน
นอกจากนี้ชีวิตอันเวิ้งว้างอยู่ในทะเลทรายนั้นได้ทำให้พวกเขาเป็นคนรักอิสรภาพ และมีความเป็นตัวของตัวเองอีกด้วย ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับของคนอื่นด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง หลังจากที่รับศาสนาอิสลามแล้วชาวอาหรับจึงสามารถสร้างอาณาจักรอันกว้างใหญ่ และอารยธรรมใหม่ขึ้นได้ในประวัติศาสตร์ของโลก
สภาพของอารเบียเมื่ออิสลามมาถึง
ยุคก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเกิดขึ้นนั้นชาวอาหรับเรียกกันว่า ญาฮิลียะฮ์ (Jahiliyah) หรือ "ยุคสมัยแห่งความโง่เขลา" เพราะเป็นยุคที่สภาพทางสังคมการเมือง และศาสนาตกอยู่ในภาวะเลวร้ายเป็นยุคที่ไม่มีศาสนาที่ชัดเจน ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีระบบการปกครอง หรือความคิดทางด้านศีลธรรมอยู่เลย ชีวิตทางด้านศาสนาและการเมืองยังอยู่ในระดับป่าเถื่อนมาก
ด้านการเมืองในระหว่างยุคแห่งความโง่เขลานี้ อารเบียเป็นประเทศอิสระเสรี มีบางส่วนทางภาคเหนือเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ความครอบครองของอาณาจักรเปอร์เซีย และโรมัน ชาวอาหรับแบ่งแยกออกเป็นหลายเผ่าแต่ละเผ่าก็มีหัวหน้าเผ่าปกครอง ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าชัยค์ (Sheikh) สมาชิกของเผ่านั้นๆ จะให้ความจงรักภักดีต่อหัวหน้าเผ่าของเขาอย่างแน่นแฟ้น คนที่อยู่ในเผ่าเดียวกันจะเป็นมิตรกันอย่างดียิ่ง แต่ถ้าเป็นคนต่างเผ่ากันก็จะตั้งหน้าเป็นศัตรูกันอย่างไม่ลดละเช่นเดียวกัน ชาวอาหรับมีความจงรักภักดีต่อเผ่าของตนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางของการปกครองเผ่าต่างๆ จึงขัดแย้งต่อสู้กันอยู่เสมอ ซึ่งบางทีก็เนื่องมาจากสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น และสงครามระหว่างเผ่านั้น บางทีกินเวลาเป็นหลายๆปีก็มี สรุปว่าทางด้านการเมืองอารเบียก่อนการเกิดขึ้นของศาสนาอิสลามนั้นถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยเผ่าต่างๆ ซึ่งไม่ลงรอยกันเองบ้าง โดยการรุกรานของรัฐใกล้เคียงกันบ้าง และโดยการปล้นสดมภ์ของนักล่าเมืองขึ้นชาวยิวบ้าง
ทางด้านเศรษฐกิจดินแดนอารเบียนั้นแห้งแล้งแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีผลผลิตทางการเกษตร หรือเหมืองแร่เลย ดังนั้นประชาชนพลเมืองโดยทั่วไปจึงยากจน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ พวกคนชั้นสูงเท่านั้นจึงจะมีธุรกิจภายในประเทศหรือนอกประเทศ แต่คนเหล่านี้มีจำนวนน้อย ส่วนการให้กู้ยืมเงินซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงนั้นก็มีอยู่เฉพาะในหมู่ชาวยิว
ทางด้านวัฒนธรรม แม้ว่าในสมัยนั้นจะยังไม่มีระบบการศึกษาเหมือนในปัจจุบัน แต่ชาวอาหรับสมัยนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นคนไร้วัฒนธรรม พวกเขามีชื่อเสียงในด้านภาษาและกวีนิพนธ์ ภาษาของชาวอาหรับสมัยก่อนอิสลามนั้นมีอิทธิพลมากเช่นเดียวกันกับภาษาของชาวยุโรปในปัจจุบันนี้ และความสมบูรณ์ของภาษาอาหรับนั่นเองได้เป็นสิ่งหนึ่งที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดขึ้นของศาสนาอิสลาม
งานด้านวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของพวกอาหรับก็คือ กวีนิพนธ์ เรื่องราวที่กล่าวถึงในบทเพลงและบทกวีพวกเขาก็คือ เรื่องของเผ่า การสงคราม ความกล้าหาญของวีรบุรุษของพวกเขา หญิงงามและความรักในสมัยโน้น บทกวีไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยสำหรับกลุ่มชนจำนวนน้อยที่มีวัฒนธรรมแต่เป็นสื่อกลางของเครื่องมือ สำหรับการแสดงออกทางด้านภาษา บทกวีในสมัยก่อนอิสลามเกิดนั้นนับได้ว่าเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของยุคนั้น แหล่งหนึ่งทางด้านศาสนาชาวอาหรับเป็นพวกบูชารูปเคารพเช่นเดียวกับชาวยิวและคริสเตียน แต่ศาสนาของชาวยิวและคริสเตียนยังอยู่ในสภาพที่ไม่แข็งแกร่ง ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางวัตถุ และทางจิตวิญญาณของชาวอาหรับทั้งปวงได้ นอกจากบูชารูปเคารพแล้วพวกเขายังบูชาธรรมชาติ เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวและนภากาศ แม้กระทั่งก้อนหิน ต้นไม้ และเนินทราย มีประชาชนบางส่วนในเมืองมะดีนะฮ์เท่านั้นที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว แต่ก็ยังไม่แจ่มแจ้งนักทุกเมืองจะมีเทพเจ้า และเจ้าแม่ประจำเมือง เทพเจ้าชืออัลอุซซา (Al – Uzza) อัลลาด (Al – lat) มานะฮ์ (Manah) และฮุบัล (Hubal) เป็นที่นับถืออย่างสูงของชาวอาหรับในอารเบีย มีวิหารสำหรับเทพเจ้า และเจ้าแม่อยู่มากมาย กะอ์บะฮ์ถูกถือว่าเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในกะอ์บะฮ์นั้นมีรูปเคารพอยู่ถึง 360 รูป ทุกๆปีผู้คนจากส่วนต่างๆ ของประเทศจะเดินทางมาสักการะเทพเจ้าของเขา ณ สถานที่นี้ ในระหว่างนั้นก็จะมีงานออกร้านเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ เรียกว่า "งานอุกาซ"
ทางด้านสังคมและศีลธรรมในยุคแห่งความมืดบอดนี้ ชาวอาหรับเป็นคนที่มีความกล้าหาญ มีความเชื่อถืออันแน่นแฟ้น มีความทรงจำอันดีเลิศ มีความนับถือตนเอง รักความเป็นอิสระและภักดีต่อเผ่าของตนและหัวหน้าเผ่า มีความเป็นอยู่เรียบๆ ง่ายๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีอัธยาศัยไมตรีและรักบทกวี แต่น่าเสียดายที่คุณสมบัติอันดีเด่นเหล่านี้ถูกนิสัยชั่วร้ายทั้งหลายปกปิดไว้เสียหมด ผู้หญิงตกอยู่ในสังคมที่ต่ำกว่าผู้หญิงในที่อื่นๆ ในยุคเดียวกัน ชาวอาหรับสมัยนั้นถือว่าผู้หญิงเป็นเสมือนทรัพย์สินที่มีชีวิตและดูถูกเหยียดหยามผู้หญิงมาก ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ใดๆ และไม่ได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม ผู้ชายสามารถแต่งงานกับผู้หญิงได้หลายคนและจะหย่าเสียเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ ลูกผู้หญิงไม่เป็นที่พึงปรารถนาของพ่อ บางทีพ่อถึงกับฝังลูกผู้หญิงเสียทั้งเป็น พ่อจำนวนมากฆ่าลูกผู้หญิงเสียเพราะกลัวความยากจน ระบบมากผัวมากเมียมีอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวอาหรับ หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานก็สามารถจะคบชายใดๆ ก็ได้อย่างเสรีปล่อยตัวให้แก่ผู้ชายง่ายๆ แม่เลี้ยงสามารถแต่งงานกับลูกเลี้ยงได้ บางที่พี่น้องก็แต่งงานกันเองผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกของสามีที่สิ้นชีพไปหรือของบิดาหรือ ญาติ
ระบบทาสมีอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวอาหรับ พวกเขาปฏิบัติต่อทาสอย่างไม่มีมนุษยธรรม ผู้เป็นนายทาสสามารถหยิบยื่นความเป็นความตายให้แก่ทาสเมื่อไหร่ก็ได้ การแต่งงานระหว่างทาสด้วยกันเป็นการผิดกฎหมาย และการแต่งงานระหว่างทาสกับผู้ไม่ใช่ทาสก็เป็นสิ่งต้องห้าม ผู้ใดละเมิดก็จะถูกลงโทษทัณฑ์อย่างหนัก
สังคมอารเบียยุคนั้นจมอยู่ในความชั่วร้ายเต็มไปด้วย การเชื่อถือไสยศาสตร์ และความโหดร้านป่าเถื่อน ชาวอาหรับถือไสยศาสตร์มากกระทั่งว่าพวกเขาจะไม่ยอมลงมือทำงานอะไรเลยจนกว่าจะได้ปรึกษากับรูปเคารพที่เขานับถือ หรือทำการเสี่ยงทายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยการยิงลูกศรเสียก่อน มีการฆ่ามนุษย์บูชายัญถวายเทพเจ้า สังคมเต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค การประหัตประหารกัน การดื่มเหล้ามายา เล่นการพนัน ปล้นสดมภ์ และความชั่วร้ายอื่นๆ อีกมากมาย สภาพทางด้านศีลธรรมและวัตถุธรรมของโลกทั่วๆ ไป และโดยเฉพาะของอารเบียนั้นน่าอัปยศอดสูเสียจนไม่มีใครจะแก้ได้นอกจากจะได้รับความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่สภาพการณ์ก่อนหน้าการอุบัติขึ้นของเยซูคริสต์ คือ เมื่อราวเจ็ดร้อยปีก่อนหน้านี้ยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้เสียอีก นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงได้อุบัติขึ้น ณ แผ่นดินนี้นั่นคือ สภาพทางการเมืองสังคมและศาสนาของประเทศต่างๆ ในโลกขณะนั้นอารเบียนับว่าเลวที่สุดและ นขณะที่อารเบียกำลังตกอยู่ในความทุกข์ทรมานความอยุติธรรม และความโหดร้ายทารุณมืดคลึ้มไปด้วยความชั่วร้ายและไสยศาสตร์นั่นเองท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ก็ได้อุบัติขึ้น

ภูมิหลังอิสลาม

1-ภูมิหลังของอิสลาม
เผ่าเซมิติค(Semitic)
เซมิติคเป็นชื่อของคนเผ่าหนึ่งในบรรดาเผ่าพันธ์ทั้งหลายของโลกที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่อารยธรรมโบราณ มูซา(มูซา เป็นชื่อเรียกในศาสนาอิสลาม ชาวตะวันตกมักจะเรียกว่า โมเสส)ผู้เป็นศาสดาของศาสนาจูดาย อีซา(อีซา ชื่อนี้รู้จักกันในนามของ เยซู ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาคริสเตียน) และมูฮัมหมัดศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม ต่างก็เป็นลูกหลานของคนเผ่าเซมิติคที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันออกซึ่งก็คือดินแดนอารเบียอันเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาอิสลามนั่นเอง บรรพบุรุษของคนเหล่านั้นคงได้อาศัยอยู่ที่นี่ระยะหนึ่งและคงจะเป็นเผ่าเดียวกัน
ต่อมาภายหลังได้อพยพโยกย้ายไปยังที่ต่างๆของดินแดนรูปจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์(The Fertile Crescent)และกลายเป็นชนชาติต่างๆกันในเวลาต่อมา คือชาวบาบิโลเนียน อัสซีเรียน โฟนิเชียนและฮิบรู(ยิว)เป็นต้น เมื่อประมาณปี3500ก่อนค.ศ. ชนชาวเซมิติคสาขาหนึ่งได้อพยพจากถิ่นฐานดั้งเดิมของตน ไปตั้งหลักแหล่งใหม่เป็นการถาวรอยู่ที่หุบเขาไทกริส-ยูเฟรติส(Tigris-Euphratis)ซึ่งขณะนั้นมีชาวสุมาเรียน ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความเจริญสูงกว่าครอบครองอยู่ก่อนแล้ว ผลจากการสัมพันธ์ติดต่ออย่างใกล้ชิดระหว่างชาวเซมิติคกับชาวสุมาเรียนนี่เอง ได้ก่อให้เกิดอารยธรรมอันยิ่งใหญ่อันหนึ่งขึ้นแก่โลก
หลังจากที่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีซพิชิตเปอร์เชียได้แล้ว อารยธรรมตะวันออกสายนี้ก็ได้แพร่หลายเข้าไปสู่ยุโรป และชาวกรีซได้รับอารยธรรมนี้ไว้หลายทางด้วยกัน การผสมผสานระหว่างอารยธรรมตะวันออกกับตะวันตกดังกล่าวนี้นั่นเองที่ได้ทำให้เกิดอารยธรรมใหม่ขึ้นมา ที่เราเรียกว่า อารยธรรมเฮลเลนิค(Hellenic)
ต่อมาเมื่อชาวโรมันพิชิตกรีซได้ในปี 146 ก่อนค.ศ. พวกโรมันก็ได้กลายเป็นทายาทผู้สืบอารยธรรมเฮลเลนิคนี้ต่อไป ในศตวรรษที่ 7 แห่งค.ศ. ชนชาวมุสลิมพิชิตเปอร์เชียและโรมได้ ชาวมุสลิมก็ได้รับมรดกอารยธรรมนี้กลับมาด้วย
เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องรู้ถึงอารยธรรมของประเทศต่างๆเหล่านี้กันเสียก่อนที่เราจะศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของชนชาวอาหรับ
บาบิโลนและอารยธรรมบาบิโลเนีย (Babilon-Babilonian Civilization)
ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ที่อยู่ระหว่างแม่น้ำใหญ่สองสายคือ แม่น้ำไทกริสกับยูเฟรติสนั้น เราเรียกกันว่า เมโสโปเตเมีย(Mesopotamia)
ในสมัยโบราณดินแดนทางภาคเหนือของเมโสโปเตเมียเรียกกันว่า อัสซีเรีย (Asseria)และดินแดนทางภาคใต้เรียกว่า บาบิโลเนีย(Babilonia) ดินแดนทางภาคใต้นี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร บาบิโลเนียนั้นแบ่งออกเป็นนครรัฐเล็กๆที่เป็นอิสระจำนวนมาก แต่ละนครรัฐก็จะมีเทพเจ้าประจำของตนเอง และปกครองโดยเจ้าชายซึ่งสวมตำแหน่งกษัตริย์ หรือเจ้า นครรัฐเหล่านี้ต่างก็รบพุ่งกันอยู่เสมอเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ทางการเมือง
ชาวแอคคาเดีย(Accadia) ซึ่งเรียกชื่อตามชื่อเมืองหลวงของตนคือ แอคคาดู(Accadu) เป็นชาวเซมิติคกลุ่มแรกที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่ทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย ปฐมราชวงศ์ของชาวแอคคาเดียก็คือ ราชวงศ์ แอคคัด(Accad) ซึ่งสถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์ซาร์กอนที่ 1 (Sargon 1)ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียง(ประมาณปี 2800 ก่อน ค.ศ.)พระองค์ได้รวมดินแดนต่างๆในหุบเขานี้เข้าไว้ภายใต้การปกครองของพระองค์ และได้จัดการปกครองให้เป็นระเบียบด้วยการปกครองแบบรวมอำนาจ และการปกครองระบบนี้ก็ได้กลายเป็นตัวอย่างของรัฐอื่นๆที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
อมอไรท์ เป็นชาวเซมิติคกลุ่มที่สองที่ได้อพยพจากอัสซีเรียมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่หุบเขาลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ ฮัมมูราบี(Hammurabi) (2123-2081ก่อน คศ.)กษัตริย์ฮัมมูราบีเป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบาบิโลเนียโบราณ และเป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกยุคโบราณ พระองค์ได้ทำสงครามขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง ได้รวมเอาดินแดนในหุบเขาลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสทั้งหมด อันได้แก่ อัคคัด และสุมาเรียเป็นต้น เข้าไว้ด้วยกัน แล้วให้ชื่อใหม่ว่า บาบิโลน พระองค์ได้ทรงรวบรวมกฏหมายของบาบิโลเนียโบราณเข้าเป็นประมวลกฏหมายที่เรียกว่า ประมวลกฏหมายของฮัมมูราบี ซึ่งเป็นกฏหมายที่อาจจะกล่าวได้ว่า เก่าแก่ที่สุดที่เคยใช้มาในโลกสมัยโบราณ ซึ่งประกอบไปด้วยกฏหมายต่างๆเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองชั้นต่างๆในอาณาจักรบาบิโลเนีย ประมวลกฏหมายของฮัมมูราบีได้มีอิทธิพลอย่างมากต่อกฏหมายโรมัน และกฏหมายยุโรปทุกวันนี้ก็สร้างขึ้นโดยอาศัยรากฐานของกฏหมายโรมันนั่นเอง
หลังจากกษัตริย์ฮัมมูราบีสิ้นพระชนม์แล้ว ประวัติศาสตร์ของบาบิโลนก็ค่อยๆเลือนหายไป ชนหลายเผ่าได้เข้ามาต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อความเป็นใหญ่ทางการเมืองอยู่ในดินแดนลุ่มน้ำแห่งนี้ จนในที่สุดอาณาจักรบาบิโลเนียทั้งหมดก็ถูกชาวอัสซีเรียเข้าครอบครองเมื่อศตวรรษที่ 8 ก่อนคศ.
ต่อมาเมื่อชาวอัสซีเรียสิ้นอำนาจลง บาบิโลเนียก็กลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ราชวงศ์คอลเดียน(Chaldean)ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นบาบิโลเนียใหม่(625-638 ก่อนคศ.) ผู้สร้างราขวงศ์ใหม่นี้คือ กษัตริย์นาโบโปอัสซาร์(Nabopolasser) และโอรสของพระองค์คือ เนบูชัดเนสซาร์(Nebuchadnezzar) ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์นักปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์นี้ บาบิโลนได้กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่งพอๆกับบาบิโลนสมัยโบราณ ก็ในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์นี้เอง กษัตริย์เนบูชัดเนสซาร์ได้ขยายอาณาจักรของพระองค์ไปจนถึงชายแดนอียิปต์ ทรงรบชนะกษัตริย์ยิวแห่งยูดาห์(Judah) และทำลายเมืองเยรูซาเล็มลงได้ในปี 586 ก่อน คศ. แต่พอถึงตอนศควรรษที่ 6 ก่อนคศ. อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ หรือคอลเดียนก็ตกอยู่ในการครอบครองของเปอร์เชีย
ในประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมนั้น บาบิโลเนียโบราณนับว่าเป็นเพ็ชรน้ำเอกเม็ดหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ชาวบาบิโลเนียเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเกษตรกรรม พวกเขาขุดคลองเพื่อทดน้ำเข้ามาในผืนดินในเวลาที่ฝนแล้ง และสร้างเขื่อนกั้นน้ำไว้ไม่ให้ท่วมทำลายพืชผลในยามที่มีน้ำมาก
ในด้านการอุตสาหกรรมและการค้าก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก พ่อค้าชาวบาบิโลเนียได้ค้นพบวิธีการทำบัญชีและการชั่งการวัดแบบใหม่ ซึ่งเป็นวิธีที่คนโบราณได้รับเอามาใช้กัน ต่อมาบาบิโลเนียเป็นศูนย์กลางของการค้าในลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติสอยู่เป็นเวลาเกือบสองพันปี
ทางด้านศาสนา ชาวบาบิโลเนียนับถือบูชาเทพเจ้ามากมาย เทพเจ้าสำคัญของชาวบาบิโลเนียก็คือ เทพมาร์ดุ๊ค(Marduk) ลักษณะสำคัญของศาสนาก็คือ เชื่อในเรื่องดวงวิญญาณและภูติผีโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูติผีแห่งความชั่ว ลักษณะอีกอย่างก็คือการทำนายเหตุการณ์ในอนาคตจากความเคลื่อนไหวของดวงดาวต่างๆ นักโหราศาสตร์ชาวคอลเดียมีความสามารถในการทำนายโชคเคราะห์ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วในโลกสมัยโบราณ นอกจากนี้ชาวบาบิโลเนียยังได้สร้างระบบการเขียนตัวอักษรแบบใหม่ขึ้นอีกด้วย ซึ่งเรียกกันว่าอักษรลิ่ม(cuneiform)ซึ่งถือกันว่า เป็นวิธีการเขียนตัวอักษรในขั้นที่พัฒนาสูงขึ้นกว่าการเขียนตัวอักษรแบบภาพของอียิปต์โบราณ เครื่องหมายแบบตัวอักษรที่ชาวบาบิโลเนียใช้นั้นมีจำนวนถึงสี่หรือห้าร้อยตัวทีเดียว
ในด้านวิทยาศาสตร์ชาวบาบิโลเนียก็มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ในด้านดาราศาสตร์ก็เจริญกว่าชาวอียิปต์โบราณเพราะพวกบาบิโลเนียสนใจในเรื่องโหราศาสตร์อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวอยู่แล้ว ชาวบาบิโลเนียแบ่งกลุ่มดาวออกเป็น 12 จักรราศี พร้อมทั้งได้กำหนดเครื่องหมายสำหรับแต่ละราศีและตั้งชื่อให้แก่กลุ่มดาวแต่ละกลุ่มด้วย พวกเขาสามารถบอกได้ว่าเมื่อไรจะมีสุริยคราสและจันทรคราส นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลเนียได้เป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาแดดและนาฬิกาน้ำมาใช้ ปฏิทินที่พวกเขาใช้ก็ก้าวหน้ากว่าปฏิทินของชาวอียิปต์ คือแบ่งออกเป็น 12 เดือน แบ่งวัน และคืนออกเป็นชั่วโมงและแบ่งชั่วโมงออกเป็นนาทีและรวมเจ็ดวัน เป็นสัปดาห์ ในด้านคณิตศาสตร์พวกบาบิโลเนียก็ได้สร้างระบบทศนิยมขึ้น ซึ่งความรู้ระบบนี้ก็ได้ตกทอดเป็นมรดกมาจนถึงโลกปัจจุบันนี้
ชาวอัสซีเรียกับอารยธรรมอัสซีเรีย
ชนเผ่าเซมิติคกลุ่มที่สองที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือของเมโสโปเตเมียก็คือ ชาวอัสซีเรีย กษัตริย์อัสซีเรียได้ขยายเขตแดนออกไปด้วยการทำสงครามอย่างโหดร้ายทารุณ จนกระทั่งกลายเป็นอาณาจักรอันมีพลังมหาศาล กษัตริย์ซากอนที่ 2(Sargon ll)เป็นผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งของอัสซีเรีย พระองค์ทรงยึดครองซามาเรีย(Samaria)ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิสราเอลได้ เซนนาเชริบ(Sennacherib) โอรสของกษัตริย์ซากอนที่ 2 ก็พิชิตบาบิโลเนีย ปาเลสไตย และอียิปต์ได้ กษัตริย์อัซซร์บานิปาล(Ashurbanipal)626-668 ก่อน คศ. เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอัสซีเรีย หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ราชอาณาจักรอัสซีเรียก็เริ่มทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ต่อมา ไนน์เวห์(Nineveh)เมืองหลวงของอัสซีเรียก็ถูกชาวอารยันเมเดส(Aryan Medes)แห่งเปอร์เชียโจมตี แล้วอาณาจักรอัสซีเรียก็ถึงการล่มสลาย
ทางด้านอารยธรรมนั้น อัสซีเรียได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมของบาบิโลเนียเป็นอย่างมาก แต่อารยธรรมอัสซีเรียเองก็กลายเป็นต้นตอของอารยธรรมของประเทศอื่นๆต่อไปอีก อารยธรรมอัสซีเรียได้แผ่ขยายไปทั่วโลกซึ่งขณะนั้นนับได้ว่าเจริญแล้ว ในด้านปฏิมากรรม สถาปัตยกรรมและจิตรกรรมก็กล่าวได้ว่าอัสซีเรียเป็นผู้สร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร
กษัตริย์บางองค์ของอัสซีเรียได้ทรงอุปถัมภ์การศึกษาและวรรณกรรมเป็นอย่างดี กษัตริย์อัชชูร์บานิปาลก็ทรงเป็นนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ ได้ทรงสร้างห้องสมุดขนาดใหญ่ที่บรรจุหนังสือที่หายากไว้จำนวนมากถือกันว่าเป็นหอสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและที่สำคัญที่สุดในโลกของเผ่าเซมิติค อาณาจักรอัสซีเรียกว้างใหญ่ไพศาลมาก่อนอาณาจักรโรมัน ชาวอัสซีเรียได้แบบอย่างทางวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สำคัญๆของบาบิโลเนียมามากมาย และยังได้นำเอาระบบการบริหารประเทศแบบรวมอำนาจของพวกบาบิโลเนียมาใช้ด้วย ท้องถิ่นต่างๆถูกปกครองโดยเจ้าผู้ครองนครซึ่งขึ้นตรงต่อกษัตริย์ เนื่องจากพวกเขาสร้างถนนหนทางไว้มากมาย ฉะนั้นท้องถิ่นต่างๆทั่วราชอาณาจักรจึงมีการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี
ชาวฮิบรู
ในบรรดาชนเผ่าเซมิติคกลุ่มอื่นๆที่มีอำนาจอยู่ในซีเรียและปาเลสไตน์นั้น กลุ่มที่เด่นที่สุดก็คือชนชาวโฟนิเชียน(Phoenician) อราเมียน(Aramaen) และฮิบรูดั้งเดิม พวกฮิบรูเป็นเผ่าเร่ร่อนซึ่งเดินทางมาจากทะเลทรายอารเบียเพื่อแสวงหาผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัย และในที่สุดก็มาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ดินแดน คันนาน(Cannan) ซึ่งภายหลังเรียกว่า ปาเลสไตน์
พวกฮิบรูได้สร้างอาณาจักรของตนขึ้นภายใต้การนำของดาวูด(David) บุตรชายของเจสเส(Jessy)แห่งเผ่าจูดาห์(Judah)ในสมัยของกษัตริย์สุลัยมาน(โซโลมอน Solomon) โอรสของเดวิด(ปี961-962 ก่อน คศ.)นี้เองที่อาณาจักรฮิบรูเจริญขึ้นสูงสุด กษัตริย์สุลัยมานทำประโยชน์ให้แก่อาณาจักรหลายประการ พระองค์ทรงสร้างกรุงเยรูซาเล็ม อันเป็นเมืองหลวงให้งดงามด้วยอาคารบ้านเรือนอันสวยงาม ทรงอุปถัมภ์ศิลปการค้า และวิชาการต่างๆให้เจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลง อาณาจักรฮิบรูก็แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ภาคเหนือเป็นอิสราเอล และภาคใต้เป็นจูดาห์ ชาวอัสซีเรียมาตีอาณาจักรอิสราเอลได้เมื่อปี 722 ก่อน คศ. และกษัตริย์เนบูชัดเนสซาร์แห่งคอลเดียนก็ตีอาณาจักรจูดาห์ได้
ชาวฮิบรูไม่ได้ทำอะไรไว้มากมายนักในด้านศิลปและวิทยาศาสตร์ แต่ได้ทำในด้านศาสนาไว้มาก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านนับถือเทพเจ้าหลายองค์อยู่นั้น ชาวฮิบรูเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว และได้สร้างแบบแผนด้านศิลธรรมอันสูงส่งขึ้นด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ใน "บัญญัติสิบประการ" ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้แก่โมเสส ศาสดาของพวกเขาบนภูเขาซีนาย
อาณาจักรไบแซนไตน์(Byzentine)
ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเกิดขึ้นนั้น อาณาจักรที่มีอำนาจปกครองดินแดนตะวันออกกลางหรือเอเซียตะวันตกอยู่คือ อาณาจักรไบแซนไตน์และอาณาจักรซัสซาเนีย
อาณาจักรโรมันตะวันออกเรียกว่า อาณาจักรไบแซนไตน์ประกอบด้วยซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ และส่วนหนึ่งของยุโรป ไบแซนติอุม เป็นเมืองของชนชาวกรีก ตั้งอยู่บนช่วงแคบบอสฟอรัส(Bosporus) ไบแซนไตน์ได้ชื่อมาจากเมืองนี้และได้กลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักโรมันตะวันออกในปี คศ. 327 แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น คอนสแตนติโนเปิล ตามชื่อของกษัตริย์คอนสแตนตีนมหาราช ประวัติศาสตร์ของอาณาจักรไบแซนไตน์เริ่มต้นตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์คอนสแตนตีนนี้เอง ไบแซนไตน์มีกษัตริย์สืบราชวงศ์ต่อมาอีกกว่าเจ็ดสิบองค์ และได้ล่มสลายลงในปี คศ.1204
ศาสนาคริสเตียนเป็นศาสนาหนึ่งในบรรดาศาสนาที่สำคัญของโลก ศาสดาของศาสนานี้คือเยซูแห่งนาซาเรธ เมื่ออายุสามสิบปี พระเยซูได้ปรากฏตัวขึ้นที่ชุมชนในเมืองแนติออช(Antioch)ในซีเรีย ในรัชสมัยของกษัตริย์ทิเบอริอุส และได้ถูกตรึงไม้กางเขนที่นั่น นักบุญปอล(Paul)ได้นำเอาคำสั่งสอนของท่านไปเผยแพร่เป็นครั้งแรก ต่อมาศาสนาคริสต์จึงได้แพร่ขยายจากตะวันออกกลางไปสู่กรีซและโรม ถึงแม้จะถูกขัดขวางจากกษัตริย์บางองค์อย่างเช่นจักรพรรดิ์เนโร และดิโอคลีเตียน แต่ศาสนาคริสต์ก็ยังเป็นที่ดึงดูดความสนใจของชาวเมือง เมื่อกษัตริย์คอนสแตนตีนขึ้นครองราชย์ ศาสนาคริสต์ก็เจริญรุ่งเรืองในกรุงโรม ต่อมาพระองค์ได้ทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำรัฐ
กษัตริย์ธีโอดอซิอุสที่ 1 (คศ.379-395)ได้ประกาศให้ศาสนาคริสเตียนเป็นศาสนาทางการของอาณาจักรไบแซนไตน์ กษัตริย์จัสติเนียนที่ 1ได้ทรงสร้างมหาวิทยาลัยและบูรณะโบสถ์เซ็นโซเฟียซึ่งกษัตริย์คอนสแตนตีนเป็นผู้สร้างไว้และทรงรวบรวมจัดพิมพ์"เนื้อหาของกฏหมายโรมัน"ขึ้นซึ่งได้รวมความรู้เรื่องกฏหมายของโรมันโบราณไว้ทั้งหมด นับเป็นมรดกที่มีค่าที่สุดที่ชาวโรมันได้ให้ไว้เป็นสมบัติแก่โลก
กษัคริย์ฮีราคีอุส(Heraclius 610-641) เป็นจักรพรรดิ์ที่ชาญฉลาดอีกองค์หนึ่งของโรมัน ได้รับขนานนามว่าผู้สร้างไบแซนไตน์สมัยกลาง พระองค์ได้รับเอาภาษากรีกมาเป็นภาษาประจำชาติของชาวโรมัน เมื่อขึ้นครองราชนั้น ทรงพบว่าอาณาจักรโรมันกำลังอยู่ในสภาพยุ่งยาก ถูกพวกสลาฟและซัสซาเนียเข้ารุกราน พระองค์ได้รบชนะพวกอิหร่านและปลดปล่อยซีเรียกับอียิปต์ให้เป็นอิสระจากการครอบครองของซัสซาเนีย อย่างไรก็ตามสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำเนื่องมาจากสงคราม ทำให้พระองค์ไม่อาจรักษาดินแดนทั้งสองนี้ให้รอดพ้นจากมือชาวมุสลิมได้
อาณาจักรซัสซาเนีย(Sassanai)
บางทีอาจจะมีชนเผ่าอารยันบางเผ่ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ในที่ราบของอิหร่านตะวันตกก่อนปี 1500 ก่อน คศ. ผู้คนที่อพยพมาอยู่ทางตอนใต้ใกล้กับอ่าวเปอร์เชียมีชื่อว่าชาวเปอร์เชีย ส่วนพวกที่อยู่บริเวณเขตภูเขาทางตอนเหนือเรียกกันว่า ชาวเมต(Mead)
อาณาจักรคอลเดียนถูกชาวเมตและเปอร์เชียโค่นล้มลงในปี 539 ก่อนคศ. โดยกษัตริย์ไซรัส เมื่ออาณาจักรบาบิโลนสลายลงแล้วอำนาจก็เปลี่ยนจากมือชนเผ่าเซมิติคไปอยู่ในมือของเผ่าอารยันแคมบิเซส(Cambyses)
โอรสกษัตริย์ไซรัสได้ดินแดนของพวกอียิปต์มาครอบครองเพิ่มขึ้น แต่พอถึงรัชสมัยของเซอร์เซส(XerXes)ผู้เป็นโอรสของดาริอุส อำนาจของเปอร์เชียก็หมดไป ในปี 334 ก่อน คศ.อเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้ามารุกรานและพิชิตเปอร์เชียได้
อาณาจักรซัสซาเนียกลับฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ในปี คศ.226 เมื่ออาร์ดีชีร(Ardeshir)ทำการปฏิวัติแข็งข้อต่อรัฐบาลกรีก-ปราเทียน ได้เกิดการสู้รบกันขึ้นที่ที่ราบแห่งฮอร์มูซ การปฏิวัติครั้งนี้ทำให้เกิดราชวงค์ซัสซาเนียขึ้นมาปกครองเปอร์เชีย และได้ปกครองสืบต่อมาเป็นเวลา 4 ศตวรรษ อาร์ดีชีรเป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ ได้ทรงจัดตั้งรัฐบาลแบบรวมอำนาจขึ้น ศาสนาโซโรแอสเตอร์ก็ได้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  อาณาจักรเปอร์เชียถูกชาวอาหรับโค่นลงในรัชสมัยของกษัตริย์ยัชดาเกิร์ดที่ 3

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

พิชิต อันดาลุส

การพิชิตเมือง  อันดาลุส
                                                                                                      
                อิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ที่ถูกประทานลงจากพระองค์อัลลอฮ  พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  ท่านนบีมูฮัมหมัด  เป็นผู้ที่ยึดถือศาสนาอิสลาม และเคารพภัคดีต่ออัลลอฮเป็นท่านแรก  และเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนมนุษย์ชาติไปสู่ศาสนาของพระองค์ โดยนำเอาอัล  กุรอาน  และคำสอนและแบบฉบับของท่านใช้ในการเผยแพร่  หน้าที่ของท่านก็คือปฏิบัติตามอัลกุรอาน และนำมาเผยแพร่ให้แก่มนุษย์ชาติได้ปฏิบัติตาม
          ดังนั้นความประพฤติ การปฏิบัติต่างๆของท่าน  จึงมาจากอัลกุรอาน และแบบฉบับของท่านทั้งสิ้น  ท่านได้นำเอาอัลกุรอาน และคำสอนของท่าน   อบรมสั่งสอนบรรดาสาวกของท่าน  และบรรดาผู้ที่มาหลังจากบุคลเหล่านั้น    ก็ได้นำเอาแบบฉบับต่างๆของสาวกเหล่านั้นไปปฏิบัติ 
          ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ชาวโลกจึงยอมรับการปกครองของพวกเขาอย่างรวดเร็ว      แต่มิได้หมายความว่า พวกเขาจะได้รับการปกป้องให้พ้นจากความผิดพลาด พวกเขาอาจผิดพลาดได้แต่ทว่าเมื่อเขาผิดพลาดแล้ว  เขากลับเข้าหาความถูกต้อง  ดังนั้นความผิดพลาดของพวกเขาจึงจัดอยู่ภายใต้ความดีของพวกเขา

อัลลอฮ์ทรงรักษาศาสนาของพระองค์
                อัลลอฮ์ทรงรักษาวิธีการการเรียนรู้ศาสนาอิสลาม  จากตัวบทของอัลกุรอาน และซุนนะห์ ของท่านรอซูล โดยให้ผู้ที่มีความรู้ได้ถ่ายทอดให้กับผู้อื่น  วิธีการนี้ยังเป็นที่รู้จักดีจนกระทั้งทุกวันนี้  แม้ว่าบางครั้งผลลัพธ์ของมันอาจจะมีน้อยบ้างก็ตาม  แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่ได้ผล  เพราะว่าตำรับตำราต่างๆที่นักวิชาการได้เขียนขึ้นมานั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้ารับนับถืออิสลาม   ทั้งๆที่การดำเนินชีวิตที่แท้จริงของมุสลิม   และระบบการปกครองของประเทศอิสลามนั้น  มันไม่ได้ช่วยส่งเสริมในการเผยแพร่อิสลามเท่าใดนัก  อันเนื่องมาจากการปกครองตามระบอบอิสลามอย่างถูกต้องนั้น  มันเป็นทฤษฎีที่รู้อยู่เฉพาะนักพูดและนักเขียนเท่านั้น โดยไม่ได้ถูกนำเอาไปปฏิบัติ  แต่ที่น่ายินดีก็คือ   ในเรื่องการทำอิบาดะห์ต่างๆ ระบบการเงิน และการใช้ชีวิตในครอบครัวของมุสลิมนั้น นับว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่า ระบบการปกครองมาก แม้ว่าจะมีจุดบกพร่องอยู่หลายๆจุดก็ตาม

การพิชิตที่ยิ่งใหญ่
                ในศตวรรษแรกของศักราชอิสลาม  เริ่มตั้งแต่สมัยของท่านนบี   สมัยคอลีฟะห์ อัรรอชีดีน จนถึงสมัยอนาจักร อะมาวียะห์  จะพบว่าช่วงเวลาดังกล่าวเต็มไปด้วยการพิชิตการเปิดเมืองต่างๆ  ซึ่งทำให้ศาสนาอิสลามได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างไกล   เมืองหนึ่งที่ศาสนาอิสลามได้เข้าไปปกครองก็คือ เมือง  อันดาลุส ( ประเทศสเปนในปัจจุบันนี้)  เมืองนี้ถูกพิชิตได้โดยการนำทัพของ  ฏอริก อิบนุซิยาด  ในปีฮิจเราะห์ศักราชที่  92  และตกอยู่ภายใต้การปกครองของอิสลามนานถึง  8  ศตวรรษ 
         หลังจากนั้นก็กลับไปสู่การปกครองแบบเดิม เมื่ออิสลามและมุสลิมถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้น  ส่วนมุสลิมที่เหลืออยู่ก็ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนาของพวกเขา  เป็นเวลาห้าศตวรรษ ที่เมือง อันดาลุส ถูกปิดตายสำหรับชาวมุสลิม  ร่องรอยต่างๆของอิสลาม  ศาสนสถาน    และมัสยิดต่างๆ ถูกเปิดไว้สำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อเข้าชมความสวยงามเท่านั้น   เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้  มุสลิมได้มีโอกาสเข้าไปเผยแพร่อิสลามอีกครั้งหนึ่ง   มัสยิดต่างๆจึงได้ถูกเปิดขึ้น   มีการประกอบศาสนกิจ แต่อยู่ภายใต้กรอบของตะวันตก  คือห้าม อะซาน  เสียงดัง  เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้  สมควรที่จะได้นำประวัติศาสตร์การพิชิตเมือง อันดาลุส ของฏอริก อิบนุซิยาด  มาเสนอให้ทราบโดยสังเขป

การพิชิตเมือง อันดาลุส ของฏอริก อิบนุซิยาด
                ฎอริก  อิบนุซิยาด คือใคร  ?  ฎอริก  อิบนุซิยาด คือทาสของมูซา อิบนุนุซอยริ ที่ได้รับการปดปล่อยให้เป็นอิสระ  และมูซา อิบนุนุซอยริ ก็เป็นทาสที่ได้รับการปดปล่อยให้เป็นอิสระเช่นกัน  มูซา อิบนุนุซอยริ ได้รับการแต่งตั้งจาก   อะมีรุ้ลมุอมีนีน  วะลีด อิบนุอับดุลมาลิก  ให้ไปเปิดเมืองต่างๆ ในโมร็อคโค
                ในปีฮิจเราะห์ศักราชที่  88   ฏอริก  อิบนุซิยาด เป็นคนหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญ ในการพิชิตเมืองต่างๆ  ท่านมูซา  อิบนุนุซอยริ  จึงได้มอบความไว้วางใจ และแต่งตั้งให้นำทัพไปเปิดเมืองต่างๆ เช่นเมือง เบอร์ เบอร์  และได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครอง  เมือง ฏอนยะห์
                มูซา    อิบนุนุซอยริ  ได้เห็นว่า ฏอริก อิบนุซยาด นั้นเป็นผู้ที่มีความจริงใจ เป็นผู้ที่มีความทรหด เข้มแข็ง มีจิตใจที่แน่วแน่  เป็นคนพูดเก่ง มีเหตุมีผล สามารถพูดโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังได้อย่างดี  มีความบริสุทธิ์ใจในการต่อสู้เพื่ออิสลาม  ท่านจึงได้แต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพนำทหารไปเปิดเมือง อันดาลุส
                เดือนซะอบาน  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 92   ฏอริก อิบนุซิยาด ได้นำทหารจำนวน 7,000 คนข้ามทะเลเมดิเตอรเรเนียล ไปยังประเทศสเปน    ฏอริก  ได้ยกมือขอดุอาอต่ออัลลอฮให้ได้รับชัยชนะ  และนึกถึงภาพการสู้รบของท่านนบี  ทันใดนั้นท่านก็รู้สึกง่วงนอน  ท่านจึงหลับไป  และได้ฝันเห็นท่านนบี  ยืนอยู่ท่ามกลาง ชาวอันศอร และชาวมุฮาญิรีน ที่มีอาวุธพร้อมอยู่ในมือ  และท่าน นบี ได้กล่าวแก่ ฏอริกว่า
“ ฏอริก  เจ้าจงเดินหน้าเพื่อทำหน้าที่ของเจ้าเถิด”   
และฏอริกได้เห็นท่าน นบี  และบรรดาสาวกของท่านเดินนำหน้าเข้าเมือง อันดาลุส ไป  ฏอริก ตื่นขึ้น  และแจ้งข่าวดีให้ทหารของเขาทราบ โดยหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮ ให้ได้รับชัยชนะในการสู้รบครั้งนี้
                เมื่อทหารของฏอริก ได้เผชิญหน้ากับทหาร ของกษัตริย์ ของสเปน ชื่อรอฎดริก  ซึ่งมีกำลังทหาร 70,000 คนเศษ    มูซา    อิบนุนุซอยริ  ได้ส่งทหารไปสมทบกับทหารของฏอริก จำนวน 5,000คน  จึงทำให้ทหารของฏอริก มีทั้งสิ้น 12,000 คน  ก่อนทีจะทำการสู้รบ ฏอริก ได้กล่าวคำปราศรัย แก่เหล่าทหารหาญของเขาว่า
“ ท่านพี่น้องทั้งหลาย ขณะนี้ไม่มีทางหนีอีกแล้ว ด้านหน้าพวกท่านคือศัตรู  ส่วนด้านหลังของพวกท่านคือทะเล  ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า  ไม่มีสิ่งใดสำหรับพวกท่านอีกแล้ว นอกจากความจริงใจ และความอดทน
พวกท่านทั้งหลายพึงทราบไว้ด้วยเถิดว่า ฐานะของพวกท่านขณะนี้  มันหนักหนายิ่งกว่าเด็กกำพร้าที่ร่วมโต๊ะอาหารกับคนเลวๆ  พวกศัตรูได้เตรียมต้อนรับพวกท่านด้วยกำลังพล กำลังอาวุธ และอาหารที่สมบูรณ์  ส่วนพวกท่านทั้งหลายนั้น ไม่มีอะไรนอกจากดาบที่อยู่ในมือของพวกท่านเท่านั้น 
พวกท่านจะไม่มีอาหารกิน นอกจากที่จะได้มาจากศัตรูของพวกท่าน  ถ้าหากว่าการสู้รบในครั้งนี้ยืดเยื้อเป็นเวลานาน ในสภาพที่พวกท่านยังต้องการปัจจัยเช่นนี้ และพวกท่านไม่สาสมารถทำอะไรศัตรูได้ แน่นอนเหลื่อเกินว่า ความแข็งแกร่งของพวกท่านก็จะหมดไป ความหวาดกลัวและความหวั่นไหวก็จะเข้ามาแทนที่  ท่านทั้งหลายต้องกล้าหาญ  ต้องอดทน ต้องขจัดความต่ำต้อยของความพ่ายแพ้ที่จะเกิดขึ้นกับพวกท่านไปให้ได้ ด้วยการเอาชนะพวกศัตรู  โอกาสจะเป็นของพวกท่าน หากพวกท่านกล้าสู้ตายในการรบ 
ฉันขอเตือนพวกท่าน หาใช่ว่าฉันจะไม่ประสบกับปัญหาต่างๆเหล่านี้ สิ่งที่พวกท่านกำลังกระทำอยู่นี้ มันมีผลตอบแทนอย่างมหาศาล  และฉันก็ขอเริ่มด้วยตัวของฉันเป็นอันดับแรก  พวกท่านทั้งหลายต้องทราบไว้ด้วยว่าหากพวกท่านอดทนต่อความลำบากเพียงเล็กน้อยในขณะนี้  พวกท่านก็จะสุขสบายในภายภาคหน้าไปอย่างยาวนาน  หมู่เกาะแห่งนี้ท่านทั้งหลายก็ทราบดี  มันเต็มไปด้วยสาวสวยที่มาจากประเทศกรีก  แต่งกายประดับประดาด้วยไข่มุกเม็ดเล็กเม็ดใหญ่  เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ล้วนแล้วแต่มีค่า พวกนางเหล่านั้นได้นั่งอยู่ในห้องของพระราชาที่สวมมงกุฎอันล้ำค่า 
ท่านวะลีดอิบนุอับดุลมาลิก  ได้เลือกพวกท่านมาเพื่อเป็นวีรบุรุษที่เป็นชาวอาหรับ  และท่านก็พอใจที่จะให้พวกท่านเป็นเขยของกษัตริย์ในเกาะแห่งนี้  เพื่อที่วะลีดจะได้อานิสงค์จากการต่อสู้ของพวกท่าน ในการเผยแพร่ศาสนาของอัลลอฮ์บนเกาะแห่งนี้  ทรัพย์เชลยต่างๆ ที่จะได้จากสงครามครั้งนี้ จะเป็นของพวกท่านเท่านั้น  และถ้าหากพวกท่านต้องการสิ่งใดก็ให้แจ้งให้ทราบ  ฉันยินดีที่จะมอบให้แก่พวกท่าน  และเมื่อเริ่มการสู้รบฉันเองจะเป็นคนบุกไปฆ่าแม่ทัพของศัตรูให้ได้  อินชาอัลลอฮ์"
                เมื่อทหารทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกัน  อัลลอฮ์ทรงให้ทหารของมุสลิมได้รับชัยชนะ  ทหารของกาเฟรได้พ่ายแพ้ กษัตริย์รอฎดริก ถูก ฆ่าตาย ในการสู้รบครั้งนี้ อัลลอฮทรงช่วยเหลือทหารของมุสลิม โดยทำให้ทหารของฝ่ายศัตรู เกิดความขัดแย้ง แตกแยก โกรธเคืองซึ่งกันและกัน และพวกยะฮูดีก็ได้เข้าไปมีอำนาจเหนือพวกเขาเหล่านั้น  และอัลลอฮยังได้ให้ฝนลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก อันเป็นการช่วยให้ทำให้เสียงการเคลื่อนทัพของทหารม้าเบาลง จึงทำให้ศัตรูไม่รู้ตัว กองทัพของฏอริกจึงบุกเข้าไปยึดเมือง ตุไลติละห์ และเมือกุรฏุบะห์ได้ และยังได้ติดตามขับไล่ศัตรูไปจนถึงทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอันดาลุส